ความเหมือนในความแตกต่าง
posted on 09 Apr 2009 01:08 by yium in Politicsหลายวันที่ผ่านมา ลองที่จะไปถามความเห็นและพูดคุยกับคนที่ชื่นชมผลงานของอดีตนายกคนนั้น
จากการรับฟังเรื่องราวทำให้วิเคราะห์ข้อมูลออกมาได้นิดหน่อยว่า
สิ่งที่ทำให้เราต่างกันในมุมมองการเมืองก็คือ
1. ความเปลี่ยนแปลงที่เค้าได้รับและรู้สึก
2. การรับชุดข้อมูลที่ต่างกัน ในหลายเรื่องคือเรื่องเดียวกัน แต่รับรู้ไม่หมด
3. จิตใจที่ต่อต้านที่จะรับชุดข้อมูลใหมที่ขัดแย้งกับที่ตัวเองมีและคิดไว้
4. บทการพูดคุยสนทนาจากอีกฝ่ายที่อาจจะทำให้เกิดอคติขึ้นและปิดกั้นการรับรู้เพิ่มเติม
นั้นคือจาก 4 ข้อที่พอจะวิเคราะห์ออกมาได้จริงๆ
เราจะไม่สรุปว่าคนที่คิดต่างออกไปโง่ เพราะคนที่เข้าไปคุยด้วย
มีความเห็นตรงกับเสื้อแดงหลายๆอย่าง แต่ใจจริงลึกๆแล้วก็รู้สึกขัดๆกับการกระทำบางอย่างอยู่บ้าง
และกลุ่มคนก็สามารถแบ่งแยกย่อยออกไปได้หลายแบบ ทั้งทั่วๆไป กลางๆ และสุดโต่ง
ไอ้พวกสุดโต่งนี่จะเป็นประเภทขู่ไม่กลับพูดอะไรไปก็ไม่ฟัง มีแต่จะใช้กำลังและอารมณ์
ส่วนทั่วๆไป ก็จะรับฟังมากกว่า กลางๆ ที่ค่อนข้างจะเห็นด้วยมากและปิดกั้นการรับรู้บางส่วน
กลับมาดูที่ม็อบเสื้อแดง จากการรับข้อมูลส่วนตัวเชื่อว่าม็อบเสื้อแดงคือม็อบจัดจ้าง
แต่พอเริ่มๆที่จะได้คุยกับเสื้อแดงมากขึ้นกว่าแต่ก่อนก็เชื่อได้ว่า
กลุ่มจัดจ้างมันก็มี เป็นเหมือนหัวเชื้อที่จะชักจูงให้กลุ่มที่มีความเห็นเหมือนกัน
เข้ามาร่วมกลุ่มชุมนุมด้วย เมื่อเวลาผ่านไปกลุ่มที่เข้ามาร่วมชุมนุมด้วยก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เพราะการชุมนุมจะทำไม่ได้เลยหากขาดซึ่งอุดมการณ์เดียวกัน
หลังสงกรานต์นี้เชื่อว่าก็จะเริ่มที่จะรวมตัวกันและมาชุมนุมใหม่อีกครั้ง
แต่ก็ต้องเหมือนมาเริ่มกันใหม่ แต่คงไม่ได้นับ 1 ใหม่เพราะว่ามีทุนเดิมบ้างแล้ว
หวังว่ารัฐบาลชุดนี้ จะไม่สร้างเงื่อนไขใหม่เพิ่มเติม
และไม่ประมาทเกินไปที่จะพร้อมรับมือตลอดเวลา
และรุกด้วยการทำลายความชอบธรรมในการชุมนุมอย่างชาญฉลาด
เมื่อเวลาผ่านไปคนก็จะมองเห็นเองว่าแกนนำจริงๆมีมุ่งประสงค์อะไร
และรัฐบาลเองก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่ถูกกล่าวหา
นี่น่าจะเป็นหนทางออกที่ดีในตอนนี้
และอีกประเด็นที่เลงเห็นและเชื่อเป็นการสวนตัวก็คือ
ทักษิณเห็นว่ารัฐบาลตอนนี้เริ่มที่จะดำเนินนโยบายมาตอนนี้เริ่มจะมาถูกทางแล้ว
และมีหลายนโยบายที่เป็นประชานิยมหาเสียงไม่ต่างจากยุคของตนเท่าไหร่นัก
จึงจะต้องเพิ่มแรงเสียดทานและอุปสรรคเพิ่มเติ่มเพื่อให้ดำเนินนโยบายยากขึ้น
เพราะหากรัฐบาลชุดนี้โปรยยาหอมสำเร็จแล้วล่ะก็ โอกาสที่จะกลับมารุ่งเรือง
แต่เพียงผู้เดียวก็คงจะทำได้ยาก เพราะฉนั้นจะนิ่งเฉยอยู่ไม่ได้เลย
หวังไว้ว่าบ้านเมืองเราจะกลับมาสู่ภาวะปกติโดยเร็ว
เพราะยิ่งช้าเท่าใด ต้นทุนค่าเสียโอกาสก็จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ
จนในที่สุดเราก็จะไร้ความสามารถในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านโดยสิ้นเชิง
Edit
ตอนนี้แท๊กซี่ปิดถนนรอบๆอนุสาวรีย์ชัย
สร้างปัญหารถติดผมว่านะ คนกรุงเทพเลิกใช้บริการแท๊กซ๊่ที่สร้างความเดือดร้อนดีมั้ย
แล้วมาดูกันว่า จะอยู่ได้มั้ยถ้าไม่มีรายได้
เรามาคว่ำบาตรกันครับ





เบื่อมันเหมือนกันเยี่ยม
#1 By กรรมกรไซเบอร์ on 2009-04-09 01:31