หลายวันที่ผ่านมา ลองที่จะไปถามความเห็นและพูดคุยกับคนที่ชื่นชมผลงานของอดีตนายกคนนั้น

จากการรับฟังเรื่องราวทำให้วิเคราะห์ข้อมูลออกมาได้นิดหน่อยว่า

สิ่งที่ทำให้เราต่างกันในมุมมองการเมืองก็คือ

 

1. ความเปลี่ยนแปลงที่เค้าได้รับและรู้สึก

2. การรับชุดข้อมูลที่ต่างกัน ในหลายเรื่องคือเรื่องเดียวกัน แต่รับรู้ไม่หมด

3. จิตใจที่ต่อต้านที่จะรับชุดข้อมูลใหมที่ขัดแย้งกับที่ตัวเองมีและคิดไว้

4. บทการพูดคุยสนทนาจากอีกฝ่ายที่อาจจะทำให้เกิดอคติขึ้นและปิดกั้นการรับรู้เพิ่มเติม

 

 

นั้นคือจาก 4 ข้อที่พอจะวิเคราะห์ออกมาได้จริงๆ

เราจะไม่สรุปว่าคนที่คิดต่างออกไปโง่ เพราะคนที่เข้าไปคุยด้วย

มีความเห็นตรงกับเสื้อแดงหลายๆอย่าง แต่ใจจริงลึกๆแล้วก็รู้สึกขัดๆกับการกระทำบางอย่างอยู่บ้าง

และกลุ่มคนก็สามารถแบ่งแยกย่อยออกไปได้หลายแบบ ทั้งทั่วๆไป กลางๆ และสุดโต่ง

ไอ้พวกสุดโต่งนี่จะเป็นประเภทขู่ไม่กลับพูดอะไรไปก็ไม่ฟัง มีแต่จะใช้กำลังและอารมณ์

ส่วนทั่วๆไป ก็จะรับฟังมากกว่า กลางๆ ที่ค่อนข้างจะเห็นด้วยมากและปิดกั้นการรับรู้บางส่วน

 

 

กลับมาดูที่ม็อบเสื้อแดง จากการรับข้อมูลส่วนตัวเชื่อว่าม็อบเสื้อแดงคือม็อบจัดจ้าง

แต่พอเริ่มๆที่จะได้คุยกับเสื้อแดงมากขึ้นกว่าแต่ก่อนก็เชื่อได้ว่า

กลุ่มจัดจ้างมันก็มี เป็นเหมือนหัวเชื้อที่จะชักจูงให้กลุ่มที่มีความเห็นเหมือนกัน

เข้ามาร่วมกลุ่มชุมนุมด้วย เมื่อเวลาผ่านไปกลุ่มที่เข้ามาร่วมชุมนุมด้วยก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เพราะการชุมนุมจะทำไม่ได้เลยหากขาดซึ่งอุดมการณ์เดียวกัน

 

 

หลังสงกรานต์นี้เชื่อว่าก็จะเริ่มที่จะรวมตัวกันและมาชุมนุมใหม่อีกครั้ง

แต่ก็ต้องเหมือนมาเริ่มกันใหม่ แต่คงไม่ได้นับ 1 ใหม่เพราะว่ามีทุนเดิมบ้างแล้ว

หวังว่ารัฐบาลชุดนี้ จะไม่สร้างเงื่อนไขใหม่เพิ่มเติม

และไม่ประมาทเกินไปที่จะพร้อมรับมือตลอดเวลา

และรุกด้วยการทำลายความชอบธรรมในการชุมนุมอย่างชาญฉลาด

เมื่อเวลาผ่านไปคนก็จะมองเห็นเองว่าแกนนำจริงๆมีมุ่งประสงค์อะไร

และรัฐบาลเองก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่ถูกกล่าวหา

นี่น่าจะเป็นหนทางออกที่ดีในตอนนี้

 

 

และอีกประเด็นที่เลงเห็นและเชื่อเป็นการสวนตัวก็คือ

ทักษิณเห็นว่ารัฐบาลตอนนี้เริ่มที่จะดำเนินนโยบายมาตอนนี้เริ่มจะมาถูกทางแล้ว

และมีหลายนโยบายที่เป็นประชานิยมหาเสียงไม่ต่างจากยุคของตนเท่าไหร่นัก

จึงจะต้องเพิ่มแรงเสียดทานและอุปสรรคเพิ่มเติ่มเพื่อให้ดำเนินนโยบายยากขึ้น

เพราะหากรัฐบาลชุดนี้โปรยยาหอมสำเร็จแล้วล่ะก็ โอกาสที่จะกลับมารุ่งเรือง

แต่เพียงผู้เดียวก็คงจะทำได้ยาก เพราะฉนั้นจะนิ่งเฉยอยู่ไม่ได้เลย

 

 

หวังไว้ว่าบ้านเมืองเราจะกลับมาสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

เพราะยิ่งช้าเท่าใด ต้นทุนค่าเสียโอกาสก็จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

จนในที่สุดเราก็จะไร้ความสามารถในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านโดยสิ้นเชิง

 

Edit

ตอนนี้แท๊กซี่ปิดถนนรอบๆอนุสาวรีย์ชัย

สร้างปัญหารถติดผมว่านะ คนกรุงเทพเลิกใช้บริการแท๊กซ๊่ที่สร้างความเดือดร้อนดีมั้ย

แล้วมาดูกันว่า จะอยู่ได้มั้ยถ้าไม่มีรายได้

เรามาคว่ำบาตรกันครับ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ขันน้ำ ขันน้ำ ขันน้ำ ขันน้ำ

เบื่อมันเหมือนกันเยี่ยม
เราแค่รู้สึกเดจาวู

ข่าวเหมือนเดิม
การบรรยายเหมือนเดิม
แค่สีเสื้อที่เปลี่ยนไป...

แต่ม๊อบไหนๆ ก็ทำให้รถติดทั้งนั้น-*-

#2 By J@an~♪♫ on 2009-04-09 02:33

อื้มม เห็นด้วยครับ
เรื่องจัดจ้างนี่ ผมว่าแรกเริ่มเดิมที มันก็ต้องจัดจ้างกันทุกสีแหละ - -กว่าจะได้ผู้ร่วมอุดมการ์ณ


ฮ่ะๆๆ แต่เรื่องคว่ำบาตรแท๊กซี่นี่.. อย่าดีกว่าคร้าบบ
เพิ่มปัญหาอีกเย๊อะเล๊ยย ^^"

#3 By Daisuke*-0- on 2009-04-12 00:07

เห็นตรงกันเป็นส่วนใหญ่ครับ

เรื่องนโยบายนี่คิดว่าใช่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งผมคิดว่าัทักษิณเหลือไพ่ให้เล่นไม่มากนัก ในสภาพที่คนเอาใจออกห่าง และตัวเองบัญชาการไม่ได้เต็มที่
การก่อความปั่นป่วน อาจเป็นไม่กี่ทางเลือกที่เหลืออยู่ของเขาแล้ว

#4 By house on 2009-04-12 01:25