ค่านิยมที่เปลี่ยนไป
posted on 26 Jun 2005 16:31 by yium in Politicsวันเวลาที่ผ่านไป เป็นตัวกำหนดให้ค่านิยมของสังคมไทยเปลี่ยนไป?? หลายๆอย่างเปลี่ยน
ไปในทางที่แย่ลงยกตัวอย่างเช่น สังคมไทยเปลี่ยนไปเป็นสังคมเงินผ่อน และ บริโภคนิยม
หรือแนวคิดที่ว่า ถึงจะโกงก็ไม่เป็นไรถ้าประเทศพัฒนา มันไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องเลย
เพราะสส. นักการเมืองทั้งหลายเป็บกลุ่มคนที่กินเงินเดือน นั้นคือภาษีของปชช.(ประชาชน)
ทุกคน ดังนั้นเงินทุกบาทที่ใช้ไปต้องไม่ไปเข้ากระเป๋าของใครหรือกลุ่มคนใดๆทั้งสิ้น
หากเราเห็นพฤติกรรมเหล่านี้แล้วนิ่งเฉยได้อย่างไร ควรจะประนามการกระทำนั้นๆมากกว่า
แล้วพอมามองดูในแง่ของเศรษฐกิจไทย ก็อย่างที่เราเคยบอกว่ามันดีขึ้นตรงไหน?
มันก็แค่ไม่แย่ลงเท่านั้น แต่เศรษฐกิจ4ปีที่ผ่านมาที่หลายๆคนก็ชอบบอกว่ามันดีขึ้น
แต่เราเห็นแต่ความฟุ้งเฟ้อ และการใช้เงินจำนวนมหาศาล ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
รวมไปถึงการที่รัฐบาลเข้าไปลงทุนในเมกกะโปรเจคต์ต่างๆ อย่าง สนามบินสุวรรณภูมิ
เป็นตัวอย่างที่ดี ซึ่งนโยบายเช่นนี้ไม่ควรใช้เป็นระยะเวลานานๆ เพราะจะทำให้เกิดเงินเฟ้อ
รวมไปถึงทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวในระยะสั้นเท่านั้นเอง รัฐบาลชุดนี้ใช้เงินจำนวนมาก
ในการแจก!!! อย่างกองทุนหมู่บ้านเป็นต้น เงินที่ลงไปกับกองทุนไม่เห็นผลเป็นรูปธรรม
เท่าที่ควรเพราะอย่างที่โฆษณาของ ธ.กรุงไทยที่ว่า "เร่งสร้างทุนทางปัญญา"
โฆษณาชุดนี้ สื่อถึงสังคมไทยส่วนใหญ่ยังไม่มีระบบบริหารการจัดการเงินที่ดีเพียงพอ
เงินที่ได้ไปก็ไม่ได้พัฒนาชุมชนเท่าที่ควร แต่กลับไปซื้อของอำนวยความสะดวกต่างๆ
เฃ่น มอเตอร์ไซต์ มือถือ ทีวี และอื่นๆ ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้สังคมไทยเป็นสังคมบริโภค
นิยม และที่สำคัญสังคมไทยกำลังมีศีลธรรมที่ลดลง อย่างต่อเนื่อง สามารถพิสูจน์
ได้จากข่าวต่างๆที่เกิดขึ้น ก็เริ่มเป็นข่าวแหวกแนว แบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
รวมทั้งมีความโหดเหี้ยมมากขึ้นอีกด้วย เกิดอะไรขึ้นกับสังคมนี้?? ไม่เพียงแต่ทางโลก
ที่แย่ลง สังคมสงฆ์และพุทธศาสนา ก็แย่ลงมากๆ มีข่าวของพระสงฆ์องค์เจ้ามากขึ้น
อยากจะยกเรื่องแนวคิดที่รัฐจะเปิดบ่อนเสรีขึ้นมาพูด เพียงเพราะบอกว่า ที่ไหนๆมันก็มี
เปิดมันให้มาอยู่บนดินดีกว่าจะได้ควบคุมได้ง่ายมากขึ้น ถ้าพูดแบบนี้เด๋วอีกหน่อย
การฆ่ากันใครๆก็ทำก็มาเป็นการกระทำที่ถูกกฏหมายได้หรือ? ของอะไรที่มันผิดศีลผิด
ธรรมก็อย่าให้มันถูกต้องเลย ไม่งั้นพุทธศาสนาก็จะแย่กว่านี้
แล้วเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เราก็ได้ดูรายการ เมืองไทยรายสัปดาห์ ซึ่งนำเอาพระราชดำรัส
เรื่องเศรษฐกิจแบบพอเพียงมาอธิบายให้ชัดเจนและควรจะเป็นผมจึงขอนำพระราชดำรัส
ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ตัดมาเป็นตอนๆว่า
๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๐
"...SELF-SUFFICIENT ECONOMY คือ เศรษฐกิจแบบพอเพียง กับตัวเอง เราก็อยู่ได้
ไม่ต้องเดือดร้อน...
...ถ้าสามารถ ที่จะเปลี่ยนไป ทำให้กลับเป็นเศรษฐกิจแบบพอเพียง ไม่ต้องทั้งหมด
แม้แค่ครึ่ง ก็ไม่ต้อง อาจจะสักเศษหนึ่งส่วนสี่ ก็จะ สามารถอยู่ได้...
...สมัยนี้ เป็นสมัยที่ พูดกันได้ว่า "โลกาภิวัตน์"ก็จะต้อง ทำตาม ประเทศอื่นด้วย
เพราะว่า ถ้าไม่ทำตาม ประเทศอื่น ตามคำสัญญา ที่มีไว้ เขาอาจจะ ไม่พอใจ. ทำไมเขา จะไม่พอใจ ก็เพราะว่าเขาเอง มีวิกฤตการณ์ เหมือนกัน...
...เราต้องพยายาม อุ้มชูประชาชน ให้ได้ มีงานทำ มีรายได้ ก็จะสามารถ ผ่านวิกฤตการณ์...
... ต้องสามัคคีกัน. ต้องไม่ปัดขากัน มากเกินไป. แต่ว่าไม่ได้ หมายความว่า
จะต้องทำแบบที่ บางคนนึกจะทำ. ..."
๔ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๔๑
"...คำว่าเศรษฐกิจพอเพียงนี้ไม่มีในตำรา ไม่เคยมีระบบเศรษฐกิจพอเพียง. มีอย่างอื่นแต่ไม่ใช้คำนี้.
ปีที่แล้วพูดว่า เศรษฐกิจพอเพียง เพราะหาคำอื่นไม่ได้. และได้พูดอย่างหนึ่งว่า
เศรษฐกิจพอเพียงนี้ ให้ปฏิบัติเพียงครึ่งเดียว คือไม่ต้องทั้งหมด หรือแม้จะเศษหนึ่งส่วนสี่ก็พอ. ในคราวนั้น
เมื่อปีที่แล้วนึกว่าเข้าใจกัน แต่เมื่อไม่นาน เดือนที่แล้ว มีผู้ที่ควรจะรู้ เพราะว่าได้ปฏิบัติเกี่ยวกับการพัฒนา
มาช้านานแล้ว มาบอกว่าเศรษฐกิจพอเพียงนี่ดีมากแล้วก็เข้าใจว่า
ปฏิบัติเพียงเศษหนึ่งส่วนสี่ก็พอนั้น หมายความว่า ถ้าทำได้เศษหนึ่งส่วนสี่
ของประเทศก็จะพอ. ความหมายของเศรษฐกิจพอเพียง และทำได้เพียงเศษหนึ่งส่วนสี่ก็พอนั้น ไม่ได้แปลว่าเศษหนึ่งส่วนสี่ของพื้นที่ แต่เศษหนึ่งส่วนสี่ของการกระทำ. ...
...ต้องพูดเข้าในเรื่องเลย เพราะหนักใจว่า แม้แต่คนที่เป็นดอกเตอร์ก็ไม่เข้าใจ.
อาจจะพูดไม่ชัด
แต่เมื่อกลับไปดูที่เขียนจากที่พูดก็ชัดแล้วว่าควรจะปฏิบัติเศรษฐกิจพอเพียงไม่ต้องทั้งหมด
เพียงครึ่งหนึ่งก็ใช้ได้ แม้จะเป็นเศษหนึ่งส่วนสี่ก็พอ. หมายความว่าวิธีปฏิบัติเศรษฐกิจพอเพียงนั้นไม่ต้องทำทั้งหมด
และขอเติมว่าถ้าทำทั้งหมดก็จะทำไม่ได้. ถ้าครอบครัวหนึ่ง
หรือแม้หมู่บ้านหนึ่งทำเศรษฐกิจพอเพียงร้อยเปอร์เซ็นต์ก็จะเป็นการถอยหลังถึงสมัยหิน สมัยคนอยู่ในอุโมงค์หรือในถ้ำ
ซึ่งไม่ต้องอาศัยหมู่อื่น เพราะว่าหมู่อื่นก็เป็นศัตรูทั้งนั้น ตีกัน ไม่ใช่ร่วมมือกัน จึงต้องทำเศรษฐกิจพอเพียง.
แต่ละคนต้องหาที่อยู่ ก็หาอุโมงค์หาถ้ำ. ต้องหาอาหาร คือไปเด็ดผลไม้หรือใบไม้ตามที่มี
หรือไปใช้อาวุธที่ได้สร้างได้ประดิษฐ์เอง ไปล่าสัตว์. กลุ่มที่อยู่ในอุโมงค์ในถ้ำนั้น
ก็มีเศรษฐกิจพอเพียง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์. ก็ปฏิบัติได้. ...
...แต่ต่อมาเมื่อออกจากถ้ำ ในสมัยต่อมา ที่สร้างบ้านเป็นที่อาศัย ก็เริ่มจะเป็นเศรษฐกิจพอเพียงเหลือประมาณ
๘๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะว่ามีคนไปผ่านมา ซึ่งไม่ได้เป็นศัตรู เอาอะไร ๆ มาแลกเปลี่ยนกัน.
เช่นคนที่มาจากไกล ผ่านมามีหนังสัตว์ที่เหมาะสมที่จะใช้เป็นเครื่องนุ่งห่ม
ก็ซื้อด้วยการแลกเปลี่ยนด้วยอาหาร เช่นปลาที่จับได้ในบึง. อย่างนี้ก็ไม่ใช่เศรษฐกิจพอเพียงแล้ว.
เวลาก้าวล่วงมาอีก มาถึงปัจจุบันนี้ ถ้าคนที่อยู่ทั้งข้างนอกทั้งข้างในนี้
จะปฏิบัติเศรษฐกิจพอ
เพียง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ คงทำไม่ได้. และถ้าสำรวจตัวเอง หรือเศรษกิจของตัวเอง
ก็เข้าใจว่า จะเห็นได้ว่าไม่ได้ทำ. เข้าใจว่าทำได้ไม่ถึง ๒๕ เปอร์เซ็นต์
ไม่ได้ถึงเศษหนึ่งส่วนสี่
เพราะว่าสิ่งที่ตนผลิตหรือทำ ส่วนใหญ่ก็เอาไปแลกกับของอื่นที่มีความจำเป็น.
ฉะนั้นจึงพูดว่าเศรษฐกิจพอเพียง ปฏิบัติเพียงเศษหนึ่งส่วนสี่ ก็ควรจะพอและทำได้.
อันนี้เป็นข้อหนึ่ง ที่จะอธิบายคำพูดที่พูดมาเมื่อปีที่แล้ว. ...
...คำว่าพอเพียงมีความหมายอีกอย่างหนึ่ง มีความหมายกว้างออกไปอีก. ไม่ได้หมายถึงการมีพอสำหรับใช้เองเท่านั้น แต่มีความหมายว่าพอมีพอกิน.
พอมีพอกินนี้ ถ้าใครได้มาอยู่ที่นี่ ในศาลานี้ เมื่อ เท่าไหร่ ๒๐ ๒๔ ปี เมื่อปี ๒๕๑๗. ๒๕๑๗ ถึง ๒๕๔๑ นี้
ก็ ๒๔ ปี ใช่ไหม. วันนั้นได้พูดว่า เราควรจะปฏิบัติให้พอมีพอกิน. พอมีพอกินนี้ก็แปลว่าเศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง.
ถ้าแต่ละคนพอมีพอกิน ก็ใช้ได้. ยิ่งถ้าทั้งประเทศพอมีพอกินก็ยิ่งดี
และประเทศไทยเวลานั้นก็เริ่มจะไม่พอมีพอกิน บางคนก็มีมาก
บางคนก็ไม่มีเลย. สมัยก่อนนี้พอมีพอกินมาสมัยนี้ชักจะไม่พอมีพอกิน.
จึงต้องมีนโยบายที่จะทำเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อที่จะให้ทุกคนมีพอเพียงได้.
ให้พอเพียงนี้ก็หมายความว่า มีกินมีอยู่ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่หรูหราก็ได้ แต่ว่าพอ.
แม้บางอย่างอาจจะดูฟุ่มเฟือย แต่ถ้าทำให้มีความสุขถ้าทำได้ก็สมควรที่จะทำ
สมควรที่จะปฏิบัติ.อันนี้ก็ความหมายอีกอย่างของเศรษฐกิจ หรือระบบพอเพียง.
เมื่อปีที่แล้วตอนที่พูดพอเพียง แปลในใจ แล้วก็ได้พูดออกมาด้วย ว่าจะแปลเป็น Self-sufficiency (พึ่งตนเอง)
ถึงได้บอกว่าพอเพียงแก่ตนเอง
แต่ความจริงเศรษฐกิจพอเพียงนี้ กว้างขวางกว่า Self-sufficiency. คือ Self-sufficiency
นั้นหมายความว่าผลิตอะไรที่มีพอที่จะใช้ ไม่ต้องไปขอซื้อคนอื่น อยู่ได้ด้วยตนเอง (พึ่งตนเอง). ...
...บางคนแปลจากภาษาฝรั่งว่า ให้ยืนบนขาตัวเอง. คำว่ายืนบนขาตัวเองนี่ มีคนบางคนพูดว่าชอบกล.
ใครจะมายืนบนขา. คนอื่นมายืนบนขาเรา เราก็โกรธ แต่ตัวเองยืนบนขาตัวเองก็ต้องเสียหลักหกล้มหรือล้มลง.
อันนี้ก็เป็นความคิดที่อาจจะเฟื่องไปหน่อย. แต่ว่า เป็นตามที่เขาเรียกว่ายืนบนขาของตัวเอง
(ซึ่งแปลว่าพึ่งตนเอง). หมายความว่าสองขาของเรานี่ ยืนบนพื้น ให้อยู่ได้ไม่หกล้ม.
ไม่ต้องไปขอยืมขาของคนอื่นมาใช้สำหรับยืน. แต่พอเพียงนี้มีความหมายกว้างขวางยิ่งกว่านี้อีก
คือคำว่าพอก็เพียงพอ เพียงนี้ก็พอดังนั้นเอง.
คนเราถ้าพอในความต้องการ ก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อย
ก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย. ถ้าทุกประเทศมีความคิด - อันนี้ไม่ใช่เศรษฐกิจ -
มีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่าพอประมาณ ไม่สุดโต่ง
ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข. พอเพียงนี้อาจจะมีมาก
อาจจะมีของหรูหราก็ได้ แต่ว่าต้องไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น.
ต้องให้พอประมาณตามอัตภาพ พูดจาก็พอเพียง ทำอะไรก็พอเพียง
ปฏิบัติตนก็พอเพียง. ...
...เคยพูดว่า ท่านทั้งหลายที่นั่งอยู่ตรงนี้ ถ้าอยากจะไปนั่งบนเก้าอี้ของผู้ที่อยู่ข้างๆ เช่นนี้ไม่พอเพียง
และทำไม่ได้. ถ้าอยากนั่งอย่างนั้นก็เดือดร้อนกันแน่ เพราะว่าอึดอัด จะทำให้ทะเลาะกัน. เมื่อมีการทะเลาะกัน
ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย. ฉะนั้นควรที่จะปฏิบัติสิ่งที่พอเพียง. ทางความคิดก็เหมือนกัน ไม่ใช่ทางกายเท่านั้น
ถ้ามีใครมีความคิดอย่างหนึ่ง และต้องการบังคับให้คนอื่นคิดอย่างเดียวกับตัว ซึ่งอาจจะเป็นความคิดที่ไม่ถูก
ก็ไม่สมควรทำ. ปฏิบัติอย่างนี้ก็ไม่ใช่การปฏิบัติแบบพอเพียง.
ความพอเพียงในความคิดก็คือ แสดงความคิดของตัว ความเห็นของตัว
และปล่อยให้อีกคนพูดบ้าง และมาพิจารณาว่าที่เขาพูด กับที่เราพูด
อันไหนพอเพียง อันไหนเข้าเรื่อง. ถ้าไม่เข้าเรื่องก็แก้ไข
...ฉะนั้น ความพอเพียงนี้ก็แปลว่า ความพอประมาณและความมีเหตุผล.
เพราะว่าถ้าพูดกันโดยที่ไม่รู้เรื่องกัน ก็จะกลายเป็นการทะเลาะกัน.
จากการทะเลาะด้วยวาจาก็กลายเป็นการทะเลาะด้วยกาย
ซึ่งในที่สุดก็นำมาสู่ความเสียหาย เสียหายแก่ผู้ที่เป็นตัวละครทั้งสองคน.
ถ้าเป็นหมู่ก็เลยเป็นการตีกันอย่างรุนแรงได้ ซึ่งจะทำให้คนอื่นอีกมากเดือดร้อน. ...
ที่พูดอย่างนี้ก็เพราะต้องอธิบายคำว่าพอเพียงที่คนไม่เข้าใจเมื่อปีที่แล้ว
และไม่เข้าใจจนกระทั่งถึงประมาณ ๒-๓ อาทิตย์นี้. ที่แปลกที่สุด คนที่มาพูดก็นึกว่าเขาเข้าใจ
เพราะว่าเป็นคนที่เคยได้คุยด้วยมากและก็คุยในเรื่องพรรณอย่างนี้ เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องความหมาย
ของคำต่างๆ แต่ก็ยังไม่วาย.ฉะนั้นจึงต้องอธิบายอย่างกว้างขวางพอใช้ ไม่ทราบว่าวันนี้พูดเข้าใจหรือไม่.
ถ้าพูดไม่เข้าใจวันนี้อาจจะต้องอธิบายต่อปีหน้า (เสียงหัวเราะ) เพราะน่าเบื่อถ้าต้องอธิบายต่อไปอย่างนี้
คนที่อยู่ต่อหน้านี่ก็ชักจะง่วง (เสียงหัวเราะ) แต่ว่านี่ก็ได้อธิบาย ที่ท่านทั้งหลายหัวเราะ
ก็คงแปลว่าท่านก็เริ่มเข้าใจนิดหน่อย (เสียงหัวเราะ) ก็ดีแล้ว เข้าใจนิดหน่อย ดีกว่าไม่เข้าใจ. ...
....อันนี้ก็มาอีกเรื่องหนึ่ง. เรื่องที่นายกฯ ได้กล่าวว่าทรงทำอะไรๆ ดีๆ คล้ายๆ ว่าทำอยู่คนเดียว.
ความจริงทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้ทำ คนอื่นทำด้วย. ยกตัวอย่าง การปฏิบัติตามทฤษฎีใหม่
เป็นการกระทำของหลายคน ของเจ้าหน้าที่การพัฒนาส่วนหนึ่ง และของประชาชนเองที่ทำตามทฤษฏีใหม่.
ทฤษฏีใหม่นี้เป็นทฤษฏีที่ได้กล่าวออกมา หรือได้แสดงออกมาเมื่อประมาณปี ๒๕๓๗.
พิมพ์ลงไปในเครื่องคอมพิวเตอร์เป็น ๓ ขั้น และพยายามที่จะทำให้สั้นที่สุด.
การทำให้สั้นที่สุดย่อมเข้าใจยาก แต่ว่าเมื่อทำให้สั้นที่สุดและให้มีใจความก็น่าจะเข้าใจได้
จึงให้ผู้ที่มีหน้าที่ได้ดู และให้เขาไปเลย. ไม่ได้นึกว่าทฤษฎีใหม่นี้จะไปปฏิบัติได้อย่างง่ายๆ
แต่ว่าผู้ที่รับทฤษฏีใหม่นี้ไป ก็เกิดเข้าใจ และไปปฏิบัติได้. ...
...ทฤษฎีใหม่นี้เกิดขึ้นมาอย่างไร. ก็มาจากการปฏิบัติ ซึ่งเป็นการปฏิบัติของคนอื่นด้วยตั้งแต่ต้น. ทฤษฏีใหม่นี้
ความจริงทางราชการได้ปฏิบัติมาหลายปีแล้ว ก่อนที่เกิดเป็นทฤษฎีใหม่ตามที่เรียกว่าทฤษฏีใหม่ในพระราชดำริ
คือ การพัฒนาทางการเกษตร โดยเพาะปลูกหลายอย่างในที่เดียวกัน หรือผลัดปลูกหมุนเวียนกัน
อย่างเช่นเขาปลูกข้าว หลังจากฤดูกาลข้าว เขาก็ปลูกถั่ว อย่างนี้เป็นทฤษฏีใหม่แล้ว..."
พระราชดำรัสที่นำมาอ้างอิงนี้นำมาจาก :: http://kanchanapisek.or.th/speeches/index.th.html
จะเห็นว่าความฟุ้งเฟ้อเป็นสิ่งไม่จำเป็น เรามีแค่ไหนก็ใช้แค่นั้นก็พอเพียง
และขอย้อนเวลากลับไปก่อนปี40 ซึ่งก่อนที่ฟองสบู่จะแตก ปชช.และรัฐบาล
มีการใช้จ่ายอย่างมากเข้าขึ้นเงินเฟ้อรุนแรง และยังนำเงินไปปกป้องค่าเงินบาท
เป็นผลให้เงินสำรองหายไปจนต้องไปกู้มาใส่ แล้วพอเริ่มแย่ รัฐก็ออกนโยบายให้
ปชช.ช่วยกันประหยัด กินของไทย เที่ยวเมืองไทย ร่วมใจประหยัด คุ้นๆมั้ย
มาถึงปัจจุบันก็เอาอีกแล้ว รัฐนำเงินไปชดเชยราคาน้ำมัน จนขาดดุลไปหลายแสนล้านบาท
แล้วยังเป็นหนี้กองทุนน้ำมันอีกแสนล้านกว่าบาท คล้ายๆกันมั้ยคับ รัฐเลยออกวาระแห่งชาติ เพื่อให้ปชช.ช่วยกันประหยัดพลังงาน
จะบอกว่าถ้ารัฐไม่แปรรูป ปตท.ซึ่งผลจากน้ำมันแพงก็จะทำให้ปตท.กำไรมากขึ้น
แทนที่ปตท.จะได้กำไรคนเดียวเต็มๆก็ต้องมาแบ่งผู้ถือหุ้นไป30% แล้วผู้ถือหุ้นเป็นใครล่ะ
คิดเอาเอง รัฐวิสาหกิจเป็นของรัฐช่ายมั้ย แล้วรัฐก็เป็นของ ปชช.ทุกคน ใครเสียหายล่ะ
ถ้าปตท.กำไรคนเดียวจริงๆก็ยังคงพอจะเอากำไรมาโปะๆหนี้กองทุนน้ำมันได้หน่้อย
แต่มันไม่ใช่
ขณะนี้เงินในระบบมีสูงมากหรือเรียกว่าภาวะเงินเฟ้อ ของแพงขึ้น คนได้เงินเดือนประจำ
ซวยไปสิได้เงินเท่าเดิม ของแพงขึ้น จะเอาตังที่ไหนไปใช้กัน ไม่เพียงเท่านั้น
ภาวะเงินออมของชาติลดน้อยลง มีแต่คนเอาเงินมาใช้ ถ้าไม่มีเงินออมในระบบ
จะเกิดไรขึ้นคิดเองได้นะคับ
จะเห็นว่าตอนนี้ ปชช. ใช้เงินเก่ง หนี้ครัวเรือนสูงขึ้น ของแพง เงินเดือนเท่าเดิม
ศีลธรรมจรรยา ตกต่ำ เข้าวัดกันน้อนลง มีเวลาให้ครอบครัวน้อยลง
ประชากรผู้สูงอายุสูงขึ้น วัยทำงานลดลง หญิงโสดมากขึ้น ลูกน้อยลง
คอรับชันแนบเนียนจับไม่ได้มากขึ้น พระไม่อยู่ในศีลในธรรมมากขึ้น
อายุของคนที่ติดยาเสพติดและมีเพศสัมพันธ์ ต่ำลง ปชช.คิดเองได้น้อยลง
สื่อถูกบิดเบือน รัฐปกปิดข้อมูลจากประชาชน ฯลฯ มีมากมาย นึกม่ะออกแล้ว
ใครเห็นสิ่งดีๆที่เพิ่มขึ้นช่วยโพสต์บอกผมที ผมเห็นแต่สิ่งที่แย่ลงของสังคม
ในอนาคตสังคมไทยจะเป็นไปในทิศทางใดขึ้นอยู่กับเราทุกคน
วันนี้เริ่มทำสิ่งดีๆให้สังคมรึยัง และคำขวัญที่อยากให้ใช้กัน เพื่อสังคมน่าอยู่ขึ้น
บทเพลงพระราชนิพนธ์
ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช
ปล.เขียนหลายวันกว่าจะเสร็จเพราะติดทำรายงานอ่ะ ขอบคุณที่อ่านจนจบคับ
เสนอแนะข้อคิดเห็นไว้ด้วยจะยิ่งดีคับ
แล้วใครยังมาบอกผมว่าเรื่องการเมืองไม่ใช่เรื่องของเรา เปลีั่่ยนเหอะเพราะมันเกี่ยวกับตัวเรา
และประเทศของเราโดยตรง
edit @ 2005/06/29 00:08:48
edit @ 2005/06/30 21:25:04






การเมืองข้องเกี่ยวกับพวกเราทุกคน อย่าปฎิเสธที่จะรับรู้มันเลยครับ
#1 By Kiyuri on 2005-06-29 01:01